Magic Road, ตอน 1

posted on 08 Dec 2009 16:52 by zales  in Magic-Road

 

Magic Road

ตอนที่ 1

 

             “เลิกทำเหมือนฉันเป็นเด็กๆได้แล้วน่าแม่ ชั้นบอกไม่หนีก็ไม่หนีสิน่า”

 

             ฉันอดโพล่งออกมาไม่ได้เมื่อแม่รบเร้าให้รีบเข้ามาในชานชาลาเพื่อลงทะเบียนให้ทันทั้งๆที่ตอนนี้เพิ่งจะเป็นเวลาสายๆแถมกว่าจะปิดลงทะเบียนก็ตอน 6 โมงเย็นพอดี แต่เมื่อหลุดเข้ามาในชานชาลาฉันก็ต้องเปลี่ยนความคิดเพราะขนาดที่ว่าชานชาลาที่นี่ใหญ่มากๆแล้วปริมาณของคนภายในนี้ก็กินสถานที่ไปมากกว่าครึ่งเลยน่ะสิ

 

             ส่วนสิ่งที่ทำให้ฉันตกลงตะลึงอีกอย่างก็คือรถไฟลำมโหฬารที่ขนาดใหญ่เสียยิ่งกว่าชานชาลาที่มันจอดเทียบอยู่ และนั่นล่ะคือสาเหตุที่การลงทะเบียนต้องมาทำที่ชานชาลานี้เพราะโรงเรียนที่ฉันต้องเข้าเรียนก็คือเจ้ารถไฟยักษ์นี่ล่ะ

 

             “ผู้มาลงทะเบียนเข้าเรียนทุกท่านโปรดทราบ เพื่อความสะดวกเรียบร้อยขอให้เข้าลงทะเบียนตามจุดลงทะเบียนที่ระบุไว้ในเอกสารของท่าน หากมีข้อสงสัยหรือปัญหาประการใดสามารถสอบถามได้ที่จุดประสาสัมพันธ์ที่อยู่ทั้งสองฟากของชานชาละนะคะ   ขอย้ำอีกครั้ง...”

 

             เมื่อได้ยินเสียงประกาศฉันก็ไล่มองหมายเลขบนจุดต่างๆที่คนไปยืนต่อแถวกัน  1 2 3... เฮ้อ เบอร์ 99 นี่สงสัยต้องเดินขาลากไปถึงสุดอีกฟากเลยมั้งเนี่ย ฉันเช็คข้าวของที่พกมาให้เรียบร้อยอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าเตรียมทุกอย่างมาพร้อมแล้ว เพราะหลังจากลงทะเบียนเสร็จสิ้นนักเรียนทุกคนก็จะต้องอาศัยอยู่ในรถไฟนี้ไปตลอดปีการศึกษา

 

             “อย่ามัวยืดยาด พวกของใช้น่ะแม่ใส่กระเป๋าไว้ให้เอ็งเรียบร้อยหมดแล้ว”

 

             “เดี๋ยวสิแม่ ชั้นเดินเองได้น่าไม่ต้องลากกันงี้ก็ได้”

 

             ฉันร้องลั่น ก็หน้าฉันมันไม่ได้หนาพอจะทนสายตาคนรอบๆได้นี่น้าแต่สภาพอย่างงี้ก็คงได้แต่หวังไม่ให้มีคนคิดว่าฉันเป็นลูกแหง่ก็แล้วกัน ฉันรีบสับเท้าเดินให้ทันก่อนจะดึงแขนออกมามือของแม่ที่ลากฉันอยู่ให้พ้นจากสภาพที่ดูน่าอายนี่พร้อมกับทำไม่สนใจสายตาคนรอบข้าง

 

             ก็คิดงั้นล่ะนะ แต่สายตาทิ่มแทงหลายต่อหลายคู่มันชวนให้อยากแทรกแผ่นดินหนีซะจริงๆ...

 

 

 

             “คุณมาธิอัส เวเลสสินะคะ ขอเอกสารลงทะเบียนด้วยค่ะ”

 

             พนักงานธุรการสาวส่งยิ้มทักทายอย่างมืออาชีพพร้อมกับรับเอกสารไปตรวจสอบอย่างรวดเร็วก่อนที่จะบอกจุกที่ต้องกรอกข้อมูลเพิ่มเติมให้ทราบ ฉันลงมือกรอกข้อมูลอย่างสบายๆเพราะตรงจุดที่ฉันลงทะเบียนนี่แทบจะไม่มีนักเรียนมาต่อแถวเลยดูเหมือนพี่สาวธุรการจะสังเกตเห็นว่าฉันสงสัยก็เลยบอกให้รู้ว่าตรงนี้สำหรับลงทะเบียนของบรรดานักเรียนทุนเท่านั้น แถมนักเรียนทุนก็มีอยู่แค่ 10คนเลยดูโล่งเป็นธรรมดา

 

             “อ๊ะ ตรงนี้นี่เอง เร็วเข้าซิสก้า”

 

             เสียงใสๆดังขึ้นพร้อมสาวน้อยสองคน คนหนึ่งเป็นเด็กสาวท่าทางร่าเริงสดใสเหมือนวัยรุ่นทั่วๆไปแต่งกายด้วยชุดสะอาดสะอ้านเรียบร้อยช่วยเสริมให้บุคลิกของเธอดูน่าคบหา  ส่วนอีกคนหนึ่งบุคลิกกลับดูแตกต่างคนละขั้วทรงผมซอยสั้นติดกิ๊ปหนีบผมสีสดใสประกอบกับเครื่องแต่งกายดูมีเอกลักษณ์ด้วยลวดลายที่สลับซับซ้อนตามแฟชั่นสมัยนิยมที่คนในเมืองชอบสวมใส่กัน

 

             “เธอเองก็เป็นนักเรียนทุนเหมือนกันสินะ ฉันชื่ออาลาเมด้าจะเรียกสั้นๆว่าเมด้าก็ได้ ส่วนคนนี้ชื่อซิสก้าเราสองคนมาจากที่เดียวกันน่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะจ๊ะ”

 

             “อ่า.. ชั้นชื่อมาธิอัส ยินดีที่รู้จัก”

 

             ฉันทักทายตอบเมื่อสาวท่าทางร่าเริงทักทายมาท่าทางเธอจะเป็นคนประเภทที่มีเพื่อนฝูงเยอะแยะแหงๆ ส่วนอีกคนกลับเป็นคนปากหนักขนาดที่นอกจากคำทักทายว่า สวัสดีเธอก็ไม่ได้พูดคำอื่นอีกเลยนอกจากตอบคำถามของพี่สาวธุรการซึ่งกำลังจัดการเอกสารให้กับพวกเราทั้งสามคน

 

             “เอาล่ะไหนๆเอ็งก็หาเพื่อนได้แล้วงั้นแม่กลับก่อนล่ะ ยังไงป้าก็ฝากดูแลลูกชายป้าด้วยนะแม่หนู”

 

             “เมื่อไหร่แม่จะเลิกทำเหมือนฉันเป็นเด็กประถมซักทีเนี่ย”

 

             ฉันพูดแทรกเมื่อแม่ขยี้หัวฉันเบาๆยังกับฉันเป็นเด็กเล็กๆ

 

             “ใครว่า เอ็งน่ะชั้นอนุบาลก็ดีถมแล้ว”

 

             โธ่.. คุณแม่จ๋านี่แม่คิดจะให้ฉันอับอายขายหน้าประชาชีไปถึงไหนเนี่ย ถ้าขืนส่องกระจกตอนนี้คงได้เห็นหน้าตัวเองแดงเป็นลูกตำลึงแน่  ฉันคิดในใจขณะที่สาวๆพากันกลั้นหัวเราะกันใหญ่เว้นก็แต่ซิสก้าที่ยังคงมาดนิ่งได้ตลอดศก ท่าทางฉันจะชอบคนนิสัยเงียบๆขรึมๆแบบคุณเธอได้ก็ตอนนี้นี่ล่ะมั้ง

 

             “คุณแม่เธอเป็นคนสนุกสนานดีนะ”

 

             เมด้าพูดกับฉันหลังจากแม่กลับไปแล้วท่าทางเธอจะสนุกกับเรื่องเมื่อครู่มากจนฉันรู้สึกแอบเคืองเล็กๆแต่ก็ไม่ได้รู้สึกไม่พอใจอะไรมากแถมออกจะดีด้วยซ้ำที่ได้เพื่อนคุย พวกเราสามคนยังคงคุยเรื่อยจิปาถะกันเล็กๆน้อยๆแต่ก็ทำให้ฉันรู้ว่าเมด้ากับซิสก้านั้นเป็นเด็กกำพร้าแต่ได้โบสถ์ในเมืองทางตะวันตกช่วยรับอุปการะ พวกเธอเลยตั้งใจสอบเพื่อเข้าเป็นนักเรียนทุนของโรงเรียนนี้ตอนที่ได้รับจดหมายแจ้งว่าได้รับเลือกพวกเธอเลยดีใจกันมากทีเดียว (ระหว่างที่ฟังฉันก็พยายามนึกถึงท่าทางดีใจของซิสก้า แต่คิดยังไงก็จินตนาการไม่ออกเลยซักนิด)

 

             “เอ้านี่จ้ะ เอาไว้ใช้แทนบัตรประจำตัวนักเรียนชั่วคราวระวังอย่าทำหายล่ะ” พี่สาวธุรการส่งแผ่นเอกสารให้พวกเราคนละใบ “แล้วก็ยินดีต้อนรับสู่วิทยาลัยรถไฟนะจ๊ะ”

 

             หลังจากได้บัตรชั่วคราวมาแล้วพวกเราก็ตัดสินใจจะไปเดินดูภายในโรงเรียนด้วยกัน แต่ก่อนหน้านั้นฉันคงต้องจัดการกับพวกสัมภาระนี่ก็เลยอตัวมาเก็บข้าวของไว้ในห้องพักของตัวเองซะก่อน

 

 โชคดีที่ส่วนของหอพักอยู่บริเวณเกือบท้ายขบวนพอดีพวกเราเลยไม่ต้องเดินไปไกลมากนักเพราะมันถัดจากส่วนฝึกซ้อมสำหรับนักเรียนที่เป็นโบกี้สุดท้ายพอดี (หากเทียบขนาดดูแล้วแต่ละโบกี้ของรถไฟลำนี้ก็มีขนาดพอๆกับอาคารขนาดใหญ่หลังหนึ่ง) โดยที่หอพักนั้นจะแบ่งออกเป็นสองฟากสำหรับชายและหญิงโดยมีทางเดินภายในคั่นกลางเอาไว้พอดี

 

             เพราะความที่ยังไม่คุ้นเส้นทางมากนักฉันจึงต้องไล่มองหาห้องของตัวเองแม้จะรู้เบอร์ห้องแล้วก็ตามที จนในที่สุดก็เจอป้ายชื่อตนเองที่อยู่หน้าห้องห้องหนึ่ง ดูเหมือนว่าที่นี่จะให้นักเรียนพักห้องละสองคนเพราะเขาสังเกตเห็นชื่ออีกคนหนึ่งติดอยู่หน้าห้องนี้เช่นเดียวกับเขา

 

             อนิมัส ชาวนี่

 

             ชื่อหมอนี่แปลกพิกลท่าทางว่าจะมาจากดินแดนที่ไกลพอตัวเพราะฉันไม่ค่อยจะคุ้นกับสำเนียงภาษานี่เท่าไหร่นัก แต่เป็นรูมเมทกันแล้วก็ต้องพยายามทำความรู้จักไว้บ้างล่ะนะ

 

             ฉันค่อยๆเปิดห้องเข้าไปและพบว่ามีข้าวของมาวางไว้บนห้องอีกฟากหนึ่งแล้วทว่าตัวเจ้าของนั้นกลับไม่อยู่งจะออกไปเดินสำรวจรอบๆโรงเรียนล่ะมั้ง ระหว่างที่คิดอยู่นั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นรูปวาดที่ติดอยู่บนผนังห้องอยู่สองสามรูปส่วนใหญ่แล้วเป็นรูปทิวทัศน์ทั่วไป เช่น ภูเขา, แม่น้ำ และมีรูปหนึ่งต่างออกจากพวกเพราะเป็นรูปตัวตลกกำลังโยนลูกบอลเล่นอยู่ในเต็นท์ละครสัตว์  แม้รูปพวกนี้จะดูไม่มีอะไรเป็นพิเศษแต่ทั้งการลงเส้นและการลงสีก็ดูประณีตมากทีเดียวท่าทางว่าเจ้าของรูปพวกนี้คงรสนิยมดีใช่ย่อย

 

             หลังจากเก็บข้าวของไว้เรียบร้อยแล้วฉันก็รีบออกมาเจอเมด้ากับซิสก้าซึ่งกำลังยืนรออยู่ตรงทางเดิน จากนั้นพวกเราจึงตัดสินใจกันว่าจะไปสำรวจตามอาคารเรียนเสียก่อนเพราะโดยเว้นลานฝึกฝนไว้เป็นลำดับสุดท้าย เมื่อตกลงกันได้เราก็มุ่งหน้าไปยังโบกี้ถัดไปทันที ซึ่งก็ไม่มีอะไรมากนักเพราะเป็นโรงอาหารที่มีร้านหลายร้านเรียงรายอยู่ในชั้นล่างและเปิดให้ใช้ชั้นบนเป็นที่สำหรับนั่งทานอาหาร

 

             ส่วนโบกี้ถัดมานั้นถูกตกแต่งให้เป็นเหมือนกับสวนหย่อมสำหรับพักผ่อนโดยการปรับแต่งพื้นที่ให้สามารถปลูกต้นไม้ได้และตกแต่งพื้นด้วยพรมที่มีลักษณะคล้ายกับสนามหญ้า อีกทั้งยังมีการนำหลังคาออกพร้อมกับทำช่องระบายอากาศจำนวนมากเพื่อให้ภายในสวนนี้สามารถรับแสงแดดและกระแสลมได้เต็มที่ ซึ่งดูเหมือนว่าบรรดานักเรียนจะชอบที่นี่อยู่ไม่น้อย เพราะมีคนอยู่ทั่วสวนแม้แต่ชั้นลอยที่สร้างเอาไว้ก็ตามที

 

             ถัดจากสวนพักผ่อนก็เป็นโบกี้ที่มีหน้าที่เหมือนกับห้องสมุดโดยมีบรรณารักษ์ประจำอยูในชั้นล่างซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับใช้หนังอ่านหนังสือ (แต่ก็สามารถยืมหนังสือออกไปได้เช่นกัน เพราะจากที่เดินผ่านมาฉันเห็นนักเรียนบางคนอ่านหนังสืออยู่ในสวนหย่อม) และพื้นที่ชั้นบนที่บรรจุหนังสือมากมายหลายชนิดเอาไว้ให้นักเรียนสามารถค้นคว้าข้อมูลได้ตามสะดวก ยกเว้นชั้นบนสุดซึ่งมีไว้เก็บหนังสือหายากหรือข้อมูลสำคัญจึงต้องได้รับอนุญาตเป็นพิเศษถึงจะสามารถเข้าไปได้

 

             “พักกินข้าวกันก่อนเถอะ ฉันเริ่มจะหิวแล้วล่ะ”

 

             เมด้าเสนอขึ้นหลังจากพวกเราเดินชมหนังสือภายในห้องสมุดอยู่พักใหญ่ คณะทัวร์ขนาดย่อมจึงเปลี่ยนเส้นทางย้อนกลับไปที่โรงอาหารอีกครั้ง ราคาอาหารของที่นี่ค่อนข้างจะถูกกว่าข้างนอกด้วยซ้ำแต่เพราะเงินค่าใช้จ่ายอันน้อยนิดของฉันก็เลยต้องมานั่งนับเงินกันละเอียดยิบทีเดียวหากต้องการให้เหลือพอใช้ แต่พอป้าคนขายอาหารอธิบายว่าที่โรงเรียนนี้สามารถนำคะแนนสะสมจากกิจกรรมของโรงเรียนมาใช้จับจ่ายได้ฉันก็โล่งอกขึ้นมากทีเดียว พลางสำนึกบุญคุณคนคิดระบบนี้ที่ช่วยให้ฉันรอดจากวิกฤติถังแตกไปได้

 

             “นี่มาธิอัส..”

 

             “เรียกแมทก็ได้ เพื่อนๆชั้นก็เรียกกันงั้นหมดล่ะ”

 

             “อื้มแมท  เธอมีพลังพิเศษแบบไหนเหรอ?”

 

             เมด้าถามฉันด้วยแววตาสนใจใคร่รู้ นี่ถ้าชั้นมีพลังพิเศษจริงๆคงยืดอกบอกด้วยความภูมิใจไปแล้วแต่จะทำยังไงได้ในเมื่อจริงๆแล้วฉันไม่มีพลังพิเศษอะไรซักอย่าง

 

             “ความ-ลับ”

 

             ฉันแกล้งตอบทีเล่นทีจริงกลบเกลื่อนไปเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายรู้ความจริงซึ่งเมด้าก็ดูจะผิดหวังนิดหน่อยที่ไม่ได้คำตอบ ระหว่างนั้นฉันก็ค่อยๆยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาช้าๆแสดงให้ทั้งสองคนเห็นว่าในมือของฉันไม่มีอะไรอยู่เลยก่อนจะประกบมือเข้าหากันเบาๆ

 

             “แต่จะโชว์ให้ดูนิดหน่อยก็แล้วกัน”

 

             ฉันพูดขึ้นพร้อมๆกับหันตำแหน่งของมือซ้ายให้มาบังมือขวาในขณะที่ยังประกบกันอยู่เช่นเดิม ก่อนจะค่อยๆกำมือขวาทำท่าหยิบอะไรบางอย่างออกมา เผยให้เพื่อนสาวทั้งสองเห็นดอกกุหลาบสีแดงสดอย่างช้าๆพลันหมุนสะบัดดอกกุหลาบอย่างรวดเร็วก่อนที่มันจะเพิ่มขึ้นมาเป็น 2ดอกแทน

 

             “ก็ราวๆนี้ล่ะ”

 

             ฉันแสร้งพูดโดยไม่เจาะจงชี้ชัดว่ามีพลังพิเศษอะไร ปล่อยให้เมด้าและซิสก้าคาดเดาถึงความสามารถกันเอาเองซึ่งทั้งคู่ก็ดูจะสนใจกับการแสดงความสามารถจนไม่ได้สนใจถามเรื่องพลังพิเศษแล้ว โชคดีที่ตอนผ่านสวนหย่อมเมื่อกี้แอบฉกดอกกุหลาบมากะว่าจะแสดงกลให้ทั้งคู่ดูอยู่พอดี

 

             “ถ้างั้นก็ตามพวกเราแสดงฝีมือบ้างล่ะ”

 

             เมด้าลุกขึ้นในมือเธอปรากฏขวดขนาดย่อมรูปร่างคล้ายขวดสเปรย์ก่อนจะฉีดมันลงบนแก้วน้ำดื่มที่อยู่บนโต๊ะ แต่มันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนฉันรู้สึกประหลาดใจทว่าดูเหมือนเมด้าจะสังเกตเห็นท่าทีของฉันเธอก็เลยยิ้มให้พร้อมกับจับแก้วน้ำพลิกกลับด้านปล่อยให้น้ำในแก้วหกลงมา  ทว่าน้ำที่หกลงมามันไม่ได้เปียกเฉอะแฉะอย่างที่มันควรจะเป็น หากร่วงหล่นลงมาเป็นก้อนในรูปทรงเดียวกับแก้วและกระดอนอยู่บนโต๊ะเบาๆคล้ายกับเยลลี่

 

             “นี่ล่ะความสามารถของฉัน ส่วนของซิสก้าก็เป็น..”

 

             ยังไม่ทันที่เมด้าจะพูดจบซิสก้าก็คว้าเอากรรไกรมาตัดก้อนน้ำให้กลายเป็นแผ่นบางๆ พร้อมกับใช้เข็มและด้ายเย็บมันกลายเป็นผ้ากันเปื้อนอย่างรวดเร็ว ฉันเผลอตบมือด้วยความตกตะลึงคนอดคิดไม่ได้ว่าที่มายากลสูญพันธุ์ไปก็คงเพราะความอัศจรรย์ของพลังพิเศษเช่นนี้ แต่อีกใจหนึ่งก็อดน้อยใจแทนมายากรทั้งหลายที่วิชาซึ่งฝึกฝนเลือดตาแทบกระเด็นกลับแสดงความตื่นตาตื่นใจสู้พลังพิเศษแทบไม่ได้

 

             แล้วนี่ชั้นจะเอาตัวรอดจนเรียนจบได้มั้ยเนี่ย...

 

To be continued…