โรงแรมริมทาง

 

             “เฮ้ย นั่นไง”

 

             เสียงของเพื่อนคนหนึ่งดังขึ้นพลางชี้ให้ทุกคนในรถเห็นโรงแรมที่อยู่ใกล้ๆ มันเป็นตึกสภาพดูดีพอสมควรแม้ดูไม่ใหม่เท่าไหร่นักแต่ก็ไม่เก่าจนเกินไปนัก

 

             “โชคดีจัง แอมนึกว่าคืนนี้จะต้องนอนกันในรถซะแล้ว”

 

             แอม หนึ่งในสองสาวบ่นขึ้นด้วยความโล่งอกที่จริงแล้วพวกเราก็อยู่ไม่ไกลจากเมืองมากเท่าไหร่นักเพราะหากขับรถไปอีกชั่วโมงหนึ่งก็คงถึงตัวเมือง ถ้าไม่ติดว่าในกลุ่มของเรามีผมขับรถเป็นแค่คนเดียวแถมผมก็ขับรถมาจนล้าเต็มที่แล้วและท้องฟ้าก็เริ่มมืดมากเต็มที พอพวกเราเห็นสภาพของผมที่สลึมสลือเพราะขับรถมาตั้งแต่เช้าจึงตัดสินใจว่าจะหยุดพักผ่อนกันซะก่อน โชคดีที่นพบอกว่าเขาเห็นโรงแรมอยู่ลิบๆเราก็เลยเปลี่ยนเป้าหมายเป็นแวะพักที่โรงแรมนั้นแทน

 

             “ขนาดตัวหนังสือห่างเป็นเมตรฉันยังมองเห็น กะอีแค่นี้เรื่องจิ๊บๆน่า..”

 

             ส่วนคนที่กำลังพูดอวดฝีมืออยู่คือ นพ นักกีฬาแม่นปืนของมหาวิทยาลัยผู้มั่นใจในความตาดีที่สุดของกลุ่มพวกเรา 7คน แต่ยังไงๆตาดีกับความแม่นมันก็แค่เกือบจะเป็นเรื่องเดียวกันเพราะงั้นนพเขาก็เลยยังเป็นได้แค่ตัวสำรองประจำทีมหลังจากมีแข่งคัดเลือกภายในชมรมไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา ตอนนั้นเขาบ่นเสียดายซะจนพวกเราอีก 6คนหน่ายไปตามๆกันจนต้องหยิบเอาเรื่องนัดเที่ยวหลังสอบปลายภาคขึ้นมาพูดกันแทนนพจะได้เลิกบ่นเสียที

 

             “จ้าๆ พ่อคนเก่งแต่ถ้ายังไม่ลงจากรถอีกพี่จะให้เรานอนเฝ้ารถซะคนเดียวแล้วนะ”

 

             พี่เยาพี่ใหญ่สุดในกลุ่มร้องทักเมื่อเห็นว่านพมัวแต่พูดจนคนอื่นลงจากรถเตรียมจะเข้าไปพักในโรงแรมเรียบร้อยแล้ว  คนถูกทักพาลหน้าเสียรีบลนลานลงจากรถจนเกือบจะลืมกระเป๋าเสื้อผ้าคนอื่นขำกับพ่อหนุ่มมาดหลุดกันเต็มที่ส่วนผมน่ะง่วงเต็มทนจนอยากจะนอนให้ชื่นใจซักที ต้องขอบคุณพี่เยาที่ช่วยพูดตัดบทให้แถมเป็นคนจัดแจงติดต่อกับล็อบบี้ให้ฉับไวในที่สุดพวกเราก็ได้ห้องพักมาสองห้องสำหรับชายหญิงกลุ่มละห้อง ถึงพวกผู้ชาย 5คนจะต้องเบียดกันอยู่ห้องเดียวแต่ก็คงดีกว่าคน 7คนนอนอัดกันในรถเป็นปลากระป๋องล่ะนะ

 

             ตอนนี้ฟ้ามืดสนิทแล้วพี่เยาเลยขอตัวพลไว้ให้ช่วยถือของก่อนจะออกไปที่ร้านค้าใกล้ๆโดยให้พวกเราขึ้นไปรอที่ห้องซะก่อน แต่ว่าใกล้ๆนี้มีร้านค้าด้วยงั้นเหรอผมคงเบลอจนไม่ทันสังเกตเห็นล่ะมั้ง ผมสลัดเรื่องสงสัยจุกจิกทิ้งขณะที่พวกเราขึ้นลิฟต์พลางคิดว่าถ้ามีนัดเที่ยวกันแบบนี้อีกล่ะก็คราวหน้าต้องถามสมาชิกกลุ่มดูให้ดีแล้วว่ามีใครขับรถได้บ้าง สำหรับคนไม่ค่อยได้ออกไปไหนมาไหนแบบผมจะให้มาขับรถมาราธอนทั้งวันแบบนี้อีกคงไม่เอาแน่ๆล่ะ

 

             โรงแรมนี้มีทั้งหมด 5ชั้นซึ่งก็ถือว่าใหญ่ไม่ใช่น้อยสำหรับโรงแรมที่ตั้งริมทางแบบนี้ซึ่งมันก็ทำให้ผมสงสัยขึ้นมาอีกว่าทำไมถึงแยกมาตั้งซะห่างตัวเมืองขนาดนี้ทั้งที่ระยะทางก็ไม่ได้ไกลขนาดต้องแวะพักเสียหน่อย แต่ดูๆแล้วลูกค้าก็มีไม่ใช่น้อยคงเพราะมีคนที่เป็นแบบพวกเรามาแวะพักอยู่บ่อยๆกระมัง

 

             “ติ๊ง!

 

             เสียงสัญญาณของลิฟต์ดังขึ้นผมจึงหันไปมองทางประตูลิฟต์ก่อนจะสังเกตเห็นว่าแสงบนปุ่มนั้นสว่างอยู่ที่เลข 3 ผมหยิบเอากุญแจห้องขึ้นมาดูให้แน่ใจซึ่งตัวเลขบนป้ายก็เป็นเลข ‘510’ แน่ๆถ้างั้นก็คงมีคนรอลิฟต์อยู่ล่ะมั้ง  ผมคิดแบบนั้นแต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อชั้นที่ลิฟต์เปิดขึ้นมากลับมีสภาพทรุดโทรมรกร้างเหมือนไม่มีคนอาศัยอยู่

 

             “สงสัยยังสร้างไม่เสร็จ”

 

             ชัยเพื่อนอีกคนในกลุ่มทักขึ้นซึ่งผมเองก็คิดว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นแต่ว่าแล้วใครเป็นคนกดเรียกลิฟต์มาที่ชั้นนี้กันล่ะ?  ดูเหมือนนพเองก็สงสัยเหมือนกับผมก็เลยรีบกดปิดประตูลิฟต์ทันทีและขณะที่ลิฟต์กำลังปิดอยู่นั้นผมก็บังเอิญเหลือบไปเห็นคนในชุดสีขาวเดินออกมาจากทางเดินด้านในนั้น แต่เพราะมันค่อนข้างไกลผมจึงไม่แน่ใจว่าคนในชุดสีขาวนั้นมีลักษณะยังไงซึ่งผมเองก็ไม่อยากจะพิสูจน์มันหรอกก็คนอื่นๆนอกจากผมดูเหมือนจะไม่ทันสังเกตเห็นคนๆนั้นเลยนี่ผมจึงเก็บเรื่องนี้เอาไว้เงียบๆโดยไม่ได้บอกกับเพื่อนๆ

 

             ในที่สุดเราก็ขึ้นมาถึงชั้น 5 พวกเราจึงตรงไปยังห้อง 509 และ 510 ที่เป็นห้องพักของพวกเราทันที แอมยังคงตามพวกเราเข้ามาในห้องเพราะเธอไม่อยากอยู่คนเดียวก็เลยชวนคนอื่นๆนั่งเล่นไพ่กันเพื่อฆ่าเวลารอพี่เยากับพลซื้อของกลับมาให้ ส่วนผมที่รู้สึกล้าเต็มที่จึงขอตัวนอนพักก่อนจะรีบทิ้งตัวนอนด้วยความเหนื่อยอ่อนโดยมีเสียงเฮฮาของเพื่อนๆที่นั่งเล่นไพ่กันเป็นระยะ...

 

 

             ผมรู้สึกตัวอีกครั้งก็เมื่อได้กลิ่นหอมของอาหารท่าทางว่าพวกพี่เยาจะขึ้นมาถึงที่ห้องแล้วสินะ ผมที่ยังครึ่งหลับครึ่งตื่นฟังเสียงเพื่อนๆคุยเล่นกันอย่างสนุกสนานขณะทานมื้อดึกกันส่วนผมนั้นยังไม่รู้สึกหิวเท่าไหร่จึงคิดจะนอนต่ออีกซักพักโดยหวังว่าเพื่อนๆจะเก็บส่วนของผมไว้ให้บ้าง จนกระทั่งผมได้ยินพี่เยาพูดอะไรบางอย่างขึ้นมา

 

             “พวกผู้ชายคงลำบากกันหน่อยนะ สี่คนมานอนเบียดอยู่ห้องเดียวกันอย่างนี้”

 

             ..4 คน!?...

 

             ผมสะดุ้งตื่นขึ้นจนเพื่อนๆตกใจก่อนจะรีบหันไปมองเพื่อนๆในห้องให้ชัด  1  2  3  4 แล้วก็ 5  ไม่ว่านับยังไงผมก็เห็นมีอยู่แค่ 5 คน แต่ผมจำได้ว่าพวกเราเดินทางกันมา 7 คนแถมตอนขึ้นลิฟต์มาเราก็มีกันอยู่ 5 คนนี่?  ผมรีบถามยืนยันกับเพื่อนๆอีกครั้งโดยหวังว่าจะเป็นแค่เรื่องล้อเล่น  แต่พี่เยาก็ยืนยันว่าพวกเรามีกันแค่ 6 คนแถมชัยก็ยังยืนยันด้วยอีกเสียงว่าตอนขึ้นลิฟต์มาพวกเรามีกันแค่ 4 คน ถ้าอย่างนั้นอีกคนหนึ่งที่เกินมานั่นเป็นใครกัน...

 

             พลันความรุ้สึกเย็นวูบก็ผ่านเข้ามาในตัวผมแน่นอนว่าไม่ใช่ผมแค่คนเดียว ตอนนี้ต่างคนต่างเงียบสนิทไม่ได้พูดอะไรกันอีกจนกระทั่งแอมถามผมขึ้นมาว่าตอนเราเข้ามาในห้องเรามีกันอยู่กี่คน ซึ่งท่าทางว่าผมจะไม่จำเป็นต้องตอบแล้วในเมื่อทุกคนเห็นสีหน้าของผมแทนคำตอบนั่นพวกเราจึงรีบเก็บข้าวของออกจากห้องทันทีก่อนจะลงมาถึงห้องล็อบบี้ด้วยความร้อนรน แน่ล่ะพวกเราไม่อยากจะพักห้องเดียวกับแขกไม่ได้รับเชิญหรอกนะถึงผมจะยังนอนไม่เต็มอิ่มก็ตามแต่ตอนนี้กลับรู้สึกตาสว่างจนนอนไม่หลับแถมรู้สึกอยากรีบเดินทางต่อก่อนที่จะมีแขกไม่ได้รับเชิญตามมาอีกด้วย

 

             แต่ระหว่างที่พี่เยากำลังคุยเพื่อเช็คเอาท์จู่ๆแอมก็รู้สึกอยากไปห้องน้ำขึ้นมานพจึงอาสาไปเป็นเพื่อนเธอ(อย่างน้อยมีเพื่อนยืนรอหน้าห้องน้ำก็ยังดีกว่าไม่มี แอมบอกไว้อย่างนั้น) ผม, พล, ชัย และพี่เยาที่เพิ่งจะเช็คเอาท์เสร็จจึงมานั่งรอกันอยุ่ในล็อบบี้ ก่อนที่ผมจะรับกาแฟที่สั่งไว้มาเพราะเห็นว่าคงจะมีเวลาพักดื่มซักถ้วยระหว่างที่รอทว่ายังไม่ทันที่ผมจะได้เริ่มจิบกาแฟจู่ๆไฟก็ดับลง ผมสะดุ้งซะจนเผลอทำกาแฟหกเลยต้องรีบหยิบเอากระดาษทิชชู่มาเช็ดให้เรียบร้อย ส่วนพลเห็นว่านพกับแอมหายไปนานแล้วจึงเดินไปตามทั้งคู่

 

             ซึ่งช่วงนั้นเองที่ผมสังเกตเห็นอะไรผิดปกติเมื่อเสียงนาฬิกาดังบอกเวลาเที่ยงคืนซึ่งไม่น่าจะมีคนอยู่ในล็อบบี้มากขนาดนี้เพราะหากนับรวมพวกเราโดยไม่นับจำนวนพนักงานแล้วภายในล็อบบี้ก็มีมากกว่าสิบคนนั่งอยู่ แต่ที่สำคัญกว่านั้นผมรู้สึกว่าสายตาทุกคู่จับจ้องมาที่พวกเรา ตอนนั้นล่ะที่ผมตัดสินใจสะกิดพี่เยาและชัยที่อยู่ข้างๆและรีบขอตัวออกไปรอข้างนอกโรงแรมโดยหวังว่าทั้งคู่จะสังเกตเห็นสัญญาณที่ผมพยายามส่งให้รู้ และทั้งคู่ก็คงต่างก็รู้กันแล้วพวกเราจึงกุลีกุจอขนข้าวของสัมภาระกลับมาที่รถเท่าที่จะทำได้โดยไม่คิดจะรอเพื่อนๆที่เหลืออีก

 

             พวกเรา 3คนเบิกตาโพลงด้วยความตกใจเมื่อโรงแรมที่อยู่ตรงหน้าตอนนี้กลายสภาพเป็นซากตึกที่ดูทรุดโทรมเต็มที่ก่อนจะรีบเข้าไปในรถด้วยความกลัว ถึงแม้เราจะรีบออกมาจากโรงแรมโดยไม่รออีก 3คนที่เหลือแต่เราก็ไม่คิดที่จะออกรถไปก่อนจึงได้แต่รอกันอยู่ในรถจนกระทั่งผมเผลอหลับไปเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ  ผมรู้สึกตัวอีกครั้งก็ตอนรู้สึกถึงแสงตอนเช้าและได้ยินเสียงชัยกับพี่เยาคุยกันเสียงดังพี่เยาบอกว่าร้านค้าที่ไปซื้อกับข้าวมากับพลเมื่อวานนี้มันเคยอยู่ข้างๆที่ที่เคยเป็นโรงแรมแต่ตอนนี้มันกลายเป็นซากของเพิงไม้เก่าๆซึ่งทรุดโทรมจนแทบจะเป็นกองเศษไม้ ทว่าพวกเราไม่รู้สึกตัวเลยว่าแอม, นพและพลยังไม่ได้กลับออกมาจากซากโรงแรมนั้นจนแสงแดดยามเช้าเปลี่ยนเป็นแดดยามสายเราจึงเพิ่งรู้สึกตัวแต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปหาทั้ง 3ภายในตึกนั้นอีก

 

             หลังจากตัดสินใจกันอยู่พักใหญ่เราก็เลือกที่จะขับออกจากที่นี่ก่อนที่มันจะมืดอีกครั้งและหวังว่าจะแจ้งให้ตำรวจมาตามหาพวกเขาในทีหลัง ซึ่งมันควรจะเป็นเรื่องราวที่จบไปแค่นั้นถ้าหากผมไม่บังเอิญอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับวันต่อมาแล้วพบข่าวการหายตัวไปของตำรวจหลายนายและพวกเขาก็เป็นตำรวจในสถานีที่เราไปแจ้งความเสียด้วย

 

             ผมรู้สึกกลัวขึ้นมาอีกครั้งกับการหายตัวไปของคนหลายคนและโรงแรมปริศนาที่ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ ณ ที่เดิม ที่ซึ่งแม้เราจะเห็นแสงไฟของมันในยามค่ำคืนแต่ก็จะไม่มีวันหวนกลับไปพักอีกเด็ดขาด...

 

 

Comment

Comment:

Tweet

โยงเรื่องได้ดี๊ดี
แต่ห้วนไปนิดนึง รีไรท์เพิ่มนะ ๆ ๆ

#3 By Gathering Urza on 2009-10-28 18:37


เป็นเรื่องที่ฝันก่อนตื่นวันนี้น่ะฮะ แล้วจับมาดัดแปลงเป็นเรื่องสั้นซะเลย >_<

#2 By Zales on 2009-10-25 12:00

น่ากลัวครับ

Hotel California รึเปล่า

big smile big smile

#1 By Clepsydra:: on 2009-10-25 11:43